สัญญาซื้อขายรถยนต์ เขียนยังไงให้ครบ และใช้เป็นหลักฐานได้จริง

สัญญาซื้อขายรถยนต์คือเอกสารที่ผู้ซื้อและผู้ขายใช้ยืนยันว่าซื้อขายรถคันไหน ราคาเท่าไร ชำระเงินอย่างไร ส่งมอบรถเมื่อไร และจะไปโอนทะเบียนวันไหน แม้กรมการขนส่งทางบกจะไม่มีแบบฟอร์มสัญญานี้ให้ แต่ผู้ซื้อกับผู้ขายสามารถทำสัญญากันเองได้
ข้อมูลสำคัญที่ควรมี ได้แก่ รายละเอียดรถที่ตรงกับเล่มทะเบียน ข้อมูลคู่สัญญา ราคาและมัดจำ วันส่งมอบ วันโอน และลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย Talata ซึ่งเป็นมาร์เก็ตเพลสที่รวมประกาศซื้อขายรถยนต์ สรุปไว้ในบทความนี้ว่าสัญญาควรมีข้อมูลอะไร และกรณีไหนต้องเพิ่มเงื่อนไขเป็นพิเศษ
สัญญาซื้อขายรถยนต์คืออะไร ต่างจากเอกสารโอนที่ขนส่งยังไง
สัญญาซื้อขายรถยนต์ หรือที่หลายคนเรียกว่าหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ ใบซื้อขายรถยนต์ หรือใบสัญญาซื้อขายรถ เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายว่ากำลังซื้อขายรถคันใด ในราคาและเงื่อนไขแบบไหน
ส่วนเอกสารที่ใช้ยื่นต่อสำนักงานขนส่ง เช่น แบบคำขอโอนและรับโอนกับหนังสือมอบอำนาจ มีไว้ให้นายทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองในเล่มทะเบียน เอกสาร 2 ชุดนี้จึงทำหน้าที่ต่างกันและใช้แทนกันไม่ได้
การเซ็นเอกสารโอนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครอบคลุมรายละเอียดของการซื้อขาย เพราะแบบคำขอโอนไม่มีช่องระบุราคา มัดจำ วันส่งมอบ หรือสภาพรถ หากภายหลังเกิดข้อพิพาท สัญญาซื้อขายจะช่วยยืนยันสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ กรมการขนส่งทางบกยังระบุสัญญาซื้อขายเป็นหนึ่งในหลักฐานประกอบการโอนกรรมสิทธิ์รถด้วย
สัญญาซื้อขาย สัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาเช่าซื้อรถ ต่างกันตรงไหน
สัญญาทั้ง 3 แบบใช้ในคนละช่วงของการซื้อรถและมีผลต่างกัน
| ประเด็น | สัญญาซื้อขาย | สัญญาจะซื้อจะขาย | สัญญาเช่าซื้อ |
|---|---|---|---|
| ใช้ตอนไหน | ตกลงซื้อขายเรียบร้อย พร้อมชำระเงินและส่งมอบรถ | วางมัดจำไว้ก่อน แล้วนัดชำระส่วนที่เหลือและโอนภายหลัง | ซื้อรถแบบผ่อนกับบริษัทสินเชื่อ |
| คู่สัญญา | ผู้ซื้อกับผู้ขาย | ผู้ซื้อกับผู้ขาย | ผู้เช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์ |
| ใครเป็นเจ้าของระหว่างนั้น | ผู้ซื้อตั้งแต่ทำสัญญาตามมาตรา 458 เว้นแต่กำหนดเงื่อนไขไว้ เช่น โอนเมื่อชำระครบตามมาตรา 459 | ผู้ขายยังเป็นเจ้าของจนกว่าจะซื้อขายกันจริงตามนัด | บริษัทไฟแนนซ์เป็นเจ้าของจนกว่าจะผ่อนครบ |
| ต้องทำเป็นหนังสือไหม | กฎหมายไม่ได้บังคับทุกกรณี แต่ถ้าราคาตั้งแต่ 20,000 บาท ควรมีหลักฐานเป็นหนังสือ | ควรมีหลักฐานเป็นหนังสือหรืออย่างน้อยหลักฐานการวางมัดจำ | ต้องทำเป็นหนังสือ ไม่เช่นนั้นเป็นโมฆะ |
การซื้อขายรถมือสองระหว่างบุคคลมักใช้ 2 แบบแรกต่อกัน วันที่ตกลงราคาและวางมัดจำ ใบรับมัดจำที่ระบุวันชำระเงินส่วนที่เหลืออาจทำหน้าที่เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อถึงวันชำระครบและส่งมอบรถ จึงค่อยเซ็นสัญญาซื้อขาย
หากต้องการใช้เอกสารฉบับเดียว สามารถเขียนรายละเอียดมัดจำ ยอดคงเหลือ และวันชำระเงินไว้ในสัญญาซื้อขายฉบับเดียวได้ ส่วนสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาระหว่างผู้ผ่อนกับบริษัทสินเชื่อ ผู้ซื้อกับผู้ขายจึงไม่ควรเขียนขึ้นเองแทนสัญญาของไฟแนนซ์
ซื้อขายรถต้องทำสัญญาไหม กฎหมายว่าไว้ยังไง
การซื้อขายรถมีผลได้แม้ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ เพราะรถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ ต่างจากบ้านและที่ดินที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ แต่การมีผลตามกฎหมายกับการมีหลักฐานเพียงพอให้ฟ้องบังคับเป็นคนละเรื่องกัน
รถราคาตั้งแต่ 20,000 บาท ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเสี่ยงอะไร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสาม กำหนดว่า การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่ตกลงราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่ฝ่ายซึ่งต้องรับผิดลงลายมือชื่อไว้ ไม่ได้วางมัดจำ และยังไม่ได้ชำระหนี้บางส่วน จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้
ตัวอย่างเช่น หากตกลงซื้อขายกันด้วยวาจา ผู้ซื้อยังไม่ชำระเงินและภายหลังเปลี่ยนใจ ผู้ขายอาจฟ้องบังคับให้ผู้ซื้อต้องซื้อไม่ได้ ในทางกลับกัน ผู้ซื้อก็อาจประสบปัญหาแบบเดียวกัน
รถมือสองส่วนใหญ่มีราคาเกินเกณฑ์นี้ การมีสัญญาที่ลงลายมือชื่อหรือหลักฐานการวางมัดจำจึงช่วยยืนยันข้อตกลง และใช้บังคับเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัด
สัญญาซื้อขายรถยนต์ขอที่ไหน ขนส่งมีแบบฟอร์มไหม หรือทำกันเองได้เลย
ผู้ซื้อกับผู้ขายทำสัญญาซื้อขายรถกันเองได้ ไม่ต้องขอแบบฟอร์มจากสำนักงานขนส่ง
ณ กันยายน 2569 แบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกเปิดให้ดาวน์โหลดมีแบบคำขอจดทะเบียนรถ แบบคำขอโอนและรับโอน แบบคำขอแก้ไขรายการในทะเบียน หนังสือมอบอำนาจ และคำขอแจ้งไม่ใช้รถ แต่ไม่มีแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายรถยนต์รวมอยู่
สัญญาจะพิมพ์หรือเขียนด้วยลายมือก็ได้ สิ่งสำคัญคือเนื้อหาต้องครบและมีลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่านำแบบฟอร์มมาจากแหล่งใด
สัญญาซื้อขายรถยนต์ต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง
สัญญาที่ใช้เป็นหลักฐานได้ควรมีข้อมูลอย่างน้อย 8 ส่วน
- วันที่และสถานที่ทำสัญญา
- ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน และเบอร์โทรของผู้ซื้อกับผู้ขาย
- รายละเอียดรถ ได้แก่ ยี่ห้อ รุ่น ปี สี ทะเบียน เลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ และเลขไมล์วันทำสัญญา
- ราคา มัดจำ ยอดคงเหลือ และวิธีชำระเงิน
- วันเวลาส่งมอบรถและวันไปโอนที่สำนักงานขนส่ง
- ข้อตกลงว่าใครเป็นผู้ชำระค่าโอนและอากรแสตมป์
- สภาพรถ อุปกรณ์ที่ส่งมอบพร้อมรถ และเงื่อนไขการรับประกัน หากมี
- ลายมือชื่อผู้ขาย ผู้ซื้อ และพยาน
ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย และตัวรถ
ชื่อผู้ขายในสัญญาควรตรงกับชื่อผู้ครอบครองในเล่มทะเบียน หากผู้ที่มาเจรจาเป็นญาติหรือตัวแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของที่มีชื่อในเล่ม และทำสัญญาในนามเจ้าของรถ
เลขตัวรถและเลขเครื่องยนต์ควรคัดจากเล่มทะเบียน แล้วตรวจเทียบกับตัวรถจริงก่อนเขียนลงสัญญา หากหมายเลขไม่ตรงกัน ควรหยุดการซื้อขายไว้ก่อน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอธิบายว่าอย่างไร ส่วนเลขไมล์ให้บันทึกตามที่ปรากฏบนหน้าปัดในวันทำสัญญา
ราคา มัดจำ และวิธีชำระเงิน
เขียนราคารถทั้งตัวเลขและตัวหนังสือ พร้อมแยกให้ชัดว่าชำระมัดจำแล้วเท่าไร เหลือยอดเท่าไร ต้องจ่ายภายในวันไหน และจ่ายเข้าบัญชีชื่อใคร บัญชีรับเงินควรเป็นชื่อเดียวกับผู้ครอบครองในเล่มทะเบียน
หากไม่ได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น มาตรา 378 กำหนดว่า ผู้วางมัดจำที่ไม่ชำระหนี้อาจถูกริบมัดจำ ส่วนผู้รับมัดจำที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต้องคืนมัดจำ แต่การซื้อขายจริงอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม
หากผู้ซื้อจะขอสินเชื่อ ควรระบุให้ชัดว่า ถ้าไฟแนนซ์ไม่อนุมัติภายในวันที่กำหนด ผู้ขายต้องคืนมัดจำเต็มจำนวน
ผู้ขายควรใส่เงื่อนไขด้วยว่า กรรมสิทธิ์ในรถจะโอนไปเมื่อได้รับเงินครบ ตามปกติกรรมสิทธิ์โอนไปตั้งแต่ทำสัญญาตามมาตรา 458 แต่หากกำหนดเงื่อนไขไว้ กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จตามมาตรา 459 ข้อนี้ช่วยป้องกันไม่ให้รถเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อทั้งที่ยังชำระเงินไม่ครบ
วันส่งมอบรถ วันไปโอน และใครจ่ายค่าโอน
ควรระบุทั้งวันที่และเวลาส่งมอบ เพราะเป็นจุดที่คู่สัญญาใช้แบ่งความรับผิดระหว่างกัน ตัวอย่างเช่น อาจตกลงว่าใบสั่งจราจร ค่าทางด่วน หรือความเสียหายที่เกิดก่อนเวลาส่งมอบเป็นความรับผิดของผู้ขาย หลังจากเวลานั้นเป็นความรับผิดของผู้ซื้อ
ข้อตกลงนี้ใช้ระหว่างคู่สัญญา แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียน ใบสั่งหรือเรื่องที่เกี่ยวกับรถอาจถูกส่งไปหาเจ้าของตามทะเบียนก่อน สัญญาที่ระบุวันเวลาส่งมอบและเลขไมล์จะช่วยให้ผู้ขายใช้ชี้แจงและเรียกค่าใช้จ่ายคืนจากผู้ซื้อได้
ควรนัดวันโอนให้เร็ว พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 กำหนดให้แจ้งการโอนต่อนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันโอน หากไม่แจ้ง มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทตามมาตรา 60
ค่าใช้จ่ายในการโอนประกอบด้วยค่าคำขอ ค่าธรรมเนียมโอน ค่าตรวจสภาพ และอากรแสตมป์ที่คิดราว 0.5% ของราคาประเมินรถ ยอดโดยประมาณตามราคารถดูได้ในบทความค่าโอนรถยนต์ ในทางปฏิบัติคู่สัญญาตกลงกันเองได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้จ่าย จึงควรเขียนให้ชัดว่าผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือทั้งสองฝ่ายแบ่งกันชำระ
สภาพรถ การรับประกัน และข้อตกลงขายตามสภาพ
ส่วนนี้ควรเขียนให้ละเอียด ระบุความชำรุดที่ผู้ขายรู้อยู่แล้ว เช่น แอร์ไม่เย็น เคยชนด้านหน้า หรือยางต้องเปลี่ยน รวมถึงอุปกรณ์ที่ส่งมอบพร้อมรถ เช่น กุญแจสำรองและสมุดบริการ หากมีการรับประกัน ให้ระบุว่ารับประกันเรื่องใดและนานกี่วัน
ข้อความว่า “ขายตามสภาพ” ไม่ได้ทำให้ผู้ขายพ้นความรับผิดทุกกรณี มาตรา 483 เปิดให้คู่สัญญาตกลงว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องได้ แต่มาตรา 485 กำหนดว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่คุ้มครองผู้ขาย หากเป็นความชำรุดที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วแต่ปกปิดไว้
ผู้ขายจึงควรเขียนจุดชำรุดที่ทราบลงในสัญญาให้ครบ เมื่อผู้ซื้อรับรู้ตั้งแต่ก่อนซื้อ ก็ไม่สามารถนำจุดนั้นมาเรียกร้องภายหลังได้ง่าย ส่วนผู้ซื้อควรนำช่างไปตรวจรถก่อนเซ็นสัญญา
ข้อท้ายสัญญา วิธีเซ็น และการเก็บให้ใช้เป็นหลักฐานได้
ท้ายสัญญาควรกำหนดวิธีจัดการเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง เช่น ให้ฝ่ายที่เห็นว่าอีกฝ่ายผิดสัญญาแจ้งเป็นหนังสือหรือข้อความที่เก็บไว้เป็นหลักฐานได้ แล้วเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันภายในระยะเวลาที่กำหนด
ข้อตกลงลักษณะนี้ไม่ได้ตัดสิทธิในการฟ้องร้อง แต่ช่วยยืนยันว่าได้แจ้งปัญหาและพยายามเจรจากันแล้ว ซึ่งอาจเป็นประโยชน์หากข้อพิพาทเข้าสู่การไกล่เกลี่ยหรือศาล
ควรจัดทำสัญญา 2 ฉบับให้มีข้อความตรงกัน แล้วเก็บไว้ฝ่ายละ 1 ฉบับ หากสัญญามีหลายหน้า ให้ทั้งสองฝ่ายลงชื่อกำกับทุกหน้า ช่องที่ไม่ใช้ให้ขีดฆ่า ไม่ควรปล่อยว่าง เพราะอาจถูกเติมข้อความภายหลัง หากแก้ไขข้อความด้วยปากกา ทั้งสองฝ่ายควรเซ็นกำกับตรงจุดที่แก้
แนบสำเนาบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่ายและสำเนาหน้าเล่มทะเบียนที่แสดงชื่อผู้ครอบครองกับเลขตัวรถ เซ็นรับรองสำเนาและเขียนกำกับว่าใช้สำหรับซื้อขายรถทะเบียนใดเท่านั้น
กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยาน แต่การมีพยาน 2 คนช่วยยืนยันได้ หากภายหลังเกิดข้อโต้แย้งว่าใครเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
เนื้อหานี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับการซื้อขายรถระหว่างบุคคล ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย หากดีลมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น การผ่อนจ่ายหลายงวดหรือรถมีคดีความ ควรให้ทนายตรวจสัญญาก่อนเซ็น
กรณีพิเศษที่ต้องเพิ่มข้อในสัญญาซื้อขายรถ

สัญญาทั่วไปอาจไม่เพียงพอหากรถยังติดไฟแนนซ์ เป็นการโอนลอย คู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติ หรือใช้กับรถจักรยานยนต์ แต่ละกรณีควรเพิ่มรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริง
รถยังติดไฟแนนซ์
รถที่ยังผ่อนไม่หมดมีบริษัทไฟแนนซ์เป็นเจ้าของตามกฎหมาย และเล่มทะเบียนมักอยู่กับบริษัท ผู้ขายจึงยังขายรถในฐานะเจ้าของเต็มรูปแบบไม่ได้
สัญญาควรระบุยอดปิดบัญชีตามใบแจ้งยอด วันที่ของใบแจ้งยอด ใครเป็นผู้ชำระ ชำระที่ใดและเมื่อไร รวมถึงกำหนดว่าเงินส่วนที่เหลือจะจ่ายให้ผู้ขายตอนไหน
ควรเผื่อเวลารอรับเล่มทะเบียนด้วย หลังปิดยอดแล้ว บางไฟแนนซ์ใช้เวลาคืนเล่มราว 15 วันทำการ วันไปโอนจึงควรอยู่หลังวันที่คาดว่าจะได้รับเล่ม
หากประกาศไม่ได้ระบุสถานะเล่ม ควรถามผู้ขายก่อนนัดดูรถ แล้วเขียนสถานะเล่มลงในสัญญาให้ชัด ทั้งในส่วนข้อมูลรถและเงื่อนไขการปิดยอด
โอนลอย ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องเขียนอะไรเพิ่ม
โอนลอยคือการที่ผู้ขายเซ็นเอกสารโอนไว้ให้ แล้วให้ผู้ซื้อไปเปลี่ยนชื่อที่สำนักงานขนส่งภายหลัง วิธีนี้สะดวกสำหรับผู้ซื้อ แต่เพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ขาย เพราะตราบใดที่ชื่อยังอยู่ในทะเบียน ใบสั่งหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถอาจถูกส่งมาหาผู้ขายก่อน
หากเลี่ยงไม่ได้ ควรเพิ่มข้อความว่าผู้ซื้อต้องโอนรถเข้าชื่อตัวเองภายในวันใด ระบุความรับผิดหลังส่งมอบให้ชัด เก็บสำเนาบัตรประชาชนของผู้ซื้อ และถ่ายภาพรถกับหน้าปัดเลขไมล์ในเวลาส่งมอบ
ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือผู้ซื้อและผู้ขายไปดำเนินการที่สำนักงานขนส่งพร้อมกันให้เสร็จในวันเดียว
ผู้ซื้อหรือผู้ขายเป็นชาวต่างชาติ
ควรทำสัญญา 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเอกสารฉบับเดียวกัน พร้อมกำหนดว่าหากข้อความทั้งสองภาษาตีความต่างกัน ให้ยึดภาษาใดเป็นหลัก
ใช้เลขหนังสือเดินทางแทนเลขประจำตัวประชาชน และตรวจการสะกดชื่อให้ตรงกับหนังสือเดินทาง
เอกสารที่ชาวต่างชาติต้องใช้ในการโอนอาจต่างจากเอกสารของคนไทย โดยทั่วไปอาจต้องใช้หนังสือเดินทางร่วมกับหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่หรือใบอนุญาตทำงาน ควรโทรสอบถามสำนักงานขนส่งที่จะไปดำเนินการก่อนวันนัด
ซื้อขายมอเตอร์ไซค์ ใช้สัญญาแบบเดียวกันได้ไหม
ใช้โครงสร้างเดียวกันได้ โดยเปลี่ยนคำว่า “รถยนต์” เป็น “รถจักรยานยนต์” และคัดเลขตัวรถกับเลขเครื่องยนต์จากเล่มทะเบียนรถจักรยานยนต์
ข้อแตกต่างคือการโอนรถจักรยานยนต์อาจต้องใช้สำเนาทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่ายเพิ่ม จึงควรตรวจรายการเอกสารกับสำนักงานขนส่งก่อนวันนัด
ข้อควรระวังก่อนเซ็นสัญญาซื้อขายรถ
ก่อนเซ็นสัญญา ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายควรตรวจชื่อ รายละเอียดรถ เงื่อนไขการชำระเงิน และเอกสารโอนอีกครั้ง เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยอาจทำให้การโอนล่าช้าหรือเกิดข้อพิพาทภายหลังได้
ฝั่งผู้ซื้อ
ตรวจชื่อผู้ขายในสัญญา ชื่อในเล่มทะเบียน และบัตรประชาชนตัวจริงให้ตรงกันทั้ง 3 จุด แล้วเทียบเลขตัวรถในสัญญา เล่มทะเบียน และบนตัวรถอีกครั้ง
ควรโอนมัดจำเข้าบัญชีชื่อเดียวกับผู้ครอบครองในเล่มทะเบียนเท่านั้น หากอีกฝ่ายขอให้โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่น ควรหยุดและตรวจสอบก่อน
ผู้ที่ต้องยื่นขอสินเชื่อไม่ควรวางมัดจำจำนวนมากจนกว่าจะทราบผลอนุมัติเบื้องต้น หรือควรเขียนเงื่อนไขการคืนมัดจำไว้ในสัญญาให้ชัดเจน
ฝั่งผู้ขาย
อย่าส่งมอบรถหรือเล่มทะเบียนก่อนรับเงินครบ ควรเปิดแอปธนาคารของตัวเองเพื่อตรวจยอดเงินจริง ไม่ควรยืนยันการชำระเงินจากภาพสลิปที่ผู้ซื้อส่งมาเพียงอย่างเดียว
ไม่ควรลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอนที่ยังไม่ได้กรอกชื่อผู้รับโอน หากจำเป็นต้องเซ็นล่วงหน้า ให้กรอกชื่อผู้ซื้อและทะเบียนรถให้ครบก่อน พร้อมระบุวันเวลาส่งมอบในสัญญา
เซ็นสัญญาแล้ว ต้องทำอะไรต่อ
หลังเซ็นสัญญา ให้ดำเนินการตามลำดับต่อไปนี้
- เตรียมเอกสารโอน ได้แก่ เล่มทะเบียนตัวจริง บัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย แบบคำขอโอนและรับโอน สัญญาซื้อขาย และหนังสือมอบอำนาจหากมีฝ่ายใดไม่ได้ไปด้วยตัวเอง
- ไปสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนอยู่ตามวันที่ระบุในสัญญา
- ยื่นโอนและชำระค่าธรรมเนียมภายใน 15 วันนับแต่วันโอน
- เก็บสัญญา ใบเสร็จค่าโอน และหลักฐานการชำระเงินไว้ด้วยกัน
- ผู้ซื้อแจ้งเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันกับบริษัทประกันภัยรถ
ก่อนยื่นเอกสาร ควรอ่านสัญญาอีกครั้งและตรวจว่าเลขรถ ราคา และวันที่ตรงกับที่ตกลงกัน หากยังมองหารถหรือกำลังจะขายรถคันเดิม สามารถดูประกาศและติดต่อเจ้าของรถผ่าน Talata ได้
ทำไมต้องซื้อหรือขายรถยนต์กับ Talata
Talata รวมประกาศรถยนต์จากเจ้าของรถและผู้ขายไว้ในที่เดียว ผู้ซื้อสามารถกรองตามยี่ห้อ รุ่น ปี และราคา เปรียบเทียบรถหลายคันก่อนตัดสินใจ แล้วติดต่อเจ้าของประกาศได้โดยตรง
ผู้ขายสามารถลงประกาศพร้อมรูป รายละเอียดรถ และสถานะเล่มทะเบียนได้ การให้ข้อมูลครบตั้งแต่ต้นช่วยให้ผู้สนใจประเมินรถและพูดคุยเงื่อนไขได้ง่ายขึ้น ก่อนตกลงซื้อขายควรตรวจรถ เอกสาร และข้อมูลคู่สัญญาให้ครบ หากมีรถที่ต้องการขาย สามารถเริ่มลงประกาศบน Talata ได้

คำถามที่พบบ่อย
วางมัดจำแล้วผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ขาย ทำอะไรได้บ้าง
ผู้ขายต้องคืนมัดจำตามมาตรา 378 หากสัญญากำหนดค่าชดใช้ไว้ ผู้ซื้ออาจเรียกร้องเพิ่มเติมได้ตามข้อตกลง ควรเก็บสัญญา สลิปโอนเงิน และแชตไว้เป็นหลักฐาน หากผู้ขายไม่ยอมคืน ให้ทวงถามเป็นหนังสือและปรึกษาทนาย
คนที่มาขายไม่ใช่ชื่อในเล่มทะเบียน ควรทำสัญญากับใคร
ควรทำสัญญาในนามผู้ครอบครองที่มีชื่อในเล่มทะเบียน หากเจ้าของมาเองไม่ได้ ตัวแทนต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่เจ้าของลงลายมือชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของ และควรโอนเงินเข้าบัญชีชื่อเจ้าของเท่านั้น
หากชื่อในเล่มเป็นบริษัทไฟแนนซ์ แสดงว่ารถยังติดไฟแนนซ์ ให้ดำเนินการตามหัวข้อรถยังติดไฟแนนซ์
ซื้อมาแล้วเจอปัญหาที่ผู้ขายไม่ได้บอก ต้องทำอะไรภายในกี่วัน
แจ้งผู้ขายเป็นหนังสือทันทีที่พบปัญหา และเก็บใบประเมินจากช่างที่ระบุวันที่ไว้
หากสัญญาไม่ได้ตกลงยกเว้นความรับผิด มาตรา 472 กำหนดให้ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่อง แม้ผู้ขายไม่รู้มาก่อน เว้นแต่เข้ากรณีตามมาตรา 473 เช่น ผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อ หากตกลงกันไม่ได้ ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พบความชำรุดตามมาตรา 474 กรณีที่เจอบ่อยคือรถเคยน้ำท่วมแต่ไม่ได้บอกผู้ซื้อ ถ้าขายรถที่มีประวัติแบบนี้ ให้ระบุไว้ในสัญญาให้ชัด ดูรายละเอียดเพิ่มในบทความรถจมน้ำ
โอนรถที่ขนส่งโดยไม่มีสัญญาซื้อขายได้ไหม
ควรนำสัญญาซื้อขายไปด้วย เพราะกรมการขนส่งทางบกระบุสัญญาซื้อขายไว้ในรายการหลักฐานสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์รถ ร่วมกับเล่มทะเบียน สำเนาบัตรประชาชน และแบบคำขอโอนและรับโอน
หากยังไม่ได้ทำ ควรเขียนสัญญาสั้นๆ ให้มีข้อมูลครบตามหัวข้อสัญญาซื้อขายรถยนต์ต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง แล้วลงลายมือชื่อก่อนเดินทางไปสำนักงานขนส่ง หากไม่สามารถทำสัญญาได้จริง เช่น ติดต่ออีกฝ่ายไม่ได้แล้ว ควรสอบถามสำนักงานขนส่งที่จะไปยื่นว่าใช้หลักฐานใดแทนได้
ขายรถไปแล้วผู้ซื้อไม่ยอมไปโอน ทำยังไง
ติดต่อผู้ซื้อและทวงถามเป็นหนังสือ โดยอ้างถึงวันโอนที่ระบุในสัญญา เก็บสัญญาที่มีวันเวลาส่งมอบและเลขไมล์ไว้ใช้ชี้แจงใบสั่งหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดหลังวันส่งมอบ
จากนั้นสอบถามสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนอยู่ว่าสามารถดำเนินการกับทะเบียนในกรณีนี้ได้อย่างไร
ผู้ซื้อขอผ่อนจ่ายกับผู้ขายโดยตรง ไม่ผ่านไฟแนนซ์ ต้องเขียนสัญญาเพิ่มอะไร
ควรเขียนตารางงวดให้ชัด ทั้งจำนวนเงินต่องวด วันครบกำหนด และบัญชีรับเงิน พร้อมระบุว่ากรรมสิทธิ์จะโอนและจะไปโอนทะเบียนเมื่อชำระครบแล้วเท่านั้น ซึ่งมาตรา 459 เปิดให้คู่สัญญากำหนดเงื่อนไขลักษณะนี้ได้
สัญญาควรระบุผลของการผิดนัดด้วย เช่น ผิดนัดกี่งวดจึงจะดำเนินการขั้นต่อไป การซื้อขายแบบผ่อนจ่ายกับผู้ขายโดยตรงมีรายละเอียดทางกฎหมายมากกว่าการซื้อขายทั่วไป จึงควรให้ทนายตรวจสัญญาก่อนเซ็น
สัญญาซื้อขายรถยนต์ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
ไม่ต้อง สัญญาซื้อขายรถระหว่างบุคคลไม่อยู่ในบัญชีตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ของกรมสรรพากร
อากรแสตมป์ที่จ่ายจริงคืออากรที่เรียกเก็บตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานขนส่ง อัตรา 1 บาทต่อทุก 200 บาท หรือราว 0.5% ของราคาประเมินรถ และชำระพร้อมค่าธรรมเนียมโอน
เซ็นสัญญาซื้อขายรถผ่านออนไลน์หรือ e-signature ได้ไหม
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ยอมรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนหนังสือและลายมือชื่อได้ หากวิธีที่ใช้ระบุตัวผู้ลงลายมือชื่อและแสดงเจตนาของผู้ลงนามได้ และเป็นวิธีที่เชื่อถือได้
สัญญาที่เซ็นผ่านระบบออนไลน์จึงใช้เป็นหลักฐานได้ แต่การโอนที่สำนักงานขนส่งยังต้องใช้เล่มทะเบียนตัวจริงและเอกสารตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
ทำสัญญาไปแล้ว ถ้าทั้งสองฝ่ายอยากยกเลิก ต้องทำยังไง
ทำบันทึกเลิกสัญญาเป็นหนังสือ ระบุวันที่ของสัญญาฉบับเดิม จำนวนมัดจำที่ต้องคืน และกำหนดวันคืนเงิน แล้วให้ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อ
จากนั้นคืนเอกสารที่เคยให้กันไว้ และเขียนคำว่า “ยกเลิก” บนสัญญาฉบับเดิมทั้ง 2 ฉบับ




